แกงกะหรี่ชนิดไหนเอ่ย? ที่ครองใจชาวญี่ปุ่นมากเป็นอันดับ 1

ถึงชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะทานอาหารที่มีรสเผ็ดไม่ค่อยได้ แต่รู้หรือไม่ว่าคนญี่ปุ่นเป็นอีกหนึ่งชนชาติที่ติดใจในรสชาติเผ็ดร้อนของแกงกะหรี่เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นแกงกะหรี่สไตล์ญี่ปุ่นหรือแกงกะหรี่สไตล์อินเดีย เห็นได้จากจำนวนร้านแกงกะหรี่อินเดียที่เรียกได้ว่าสามารถหากินได้แทบจะในทุกย่านไม่ว่าคุณจะอยู่ส่วนไหนของประเทศญี่ปุ่น คราวนี้เรามาดูผลสำรวจกันดีกว่าว่าชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่เขาติดอกติดใจแกงกะหรี่ประเภทไหนมากที่สุด

อันดับ 1: แกงกะหรี่หมูทอด

อันดับ 1 เมนูแกงกะหรี่ที่ถูกใจคนญี่ปุ่นมากที่สุดคือ แกงกะหรี่หมูทอดนั่นเอง เมนูนี้ถือเป็นเมนูเบสิกของชาวญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ เหมือนกับข้าวผัดกะเพราของคนไทยที่ไปไหนก็หาทานได้เสมอ เมนูนี้เป็นเมนูที่อยู่คู่กับคนญี่ปุ่นมาเนิ่นนาน มีจุดกำเนิดจากร้านอาหารสไตล์ตะวันตกซึ่งตั้งอยู่ในย่านหรูกินซ่าในปี 1948 โดยเกิดจากคำขอของลูกค้าขาประจำที่อยากให้ร้านเสิร์ฟแกงกะหรี่โดยวางหมูทอดไว้ด้านบน และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้แกงกะหรี่หมูทอดเป็นเมนูที่แพร่หลาย และกลายเป็นขวัญใจของชาวญี่ปุ่นมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยรสชาติของแกงกะหรี่สไตล์ญี่ปุ่นที่ไม่เผ็ดจนเกินไป บวกกับหมูทอดแสนอร่อย แถมยังทำให้รู้สึกอิ่มอยู่ท้องอีกด้วย

อันดับ 2: แกง Butter Chicken

แกงกะหรี่ Butter Chicken หรือที่แปลตรงตัวได้ว่า “แกงกะหรี่ไก่ใส่เนย” เป็นอีกเมนูยอดนิยมในร้านอาหารอินเดียที่ประเทศญี่ปุ่น เนื้อไก่ที่ต้มจนเปื่อยในซอสแกงกะหรี่สไตล์อินเดียเป็นเมนูแกงกะหรี่ที่ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นในหมู่คนญี่ปุ่นยุคนี้ อย่างที่บอกไปแล้วว่าเมนูนี้เดิมทีเป็นเมนูแกงกะหรี่แบบอินเดีย แต่ด้วยส่วนผสมที่มีเนยและครีมผสมอยู่ในสัดส่วนค่อนข้างเยอะ จึงทำให้รสชาติไม่เผ็ดร้อนจนเกินไป เหมาะกับคนญี่ปุ่นที่ทานเผ็ดไม่ค่อยได้แต่ใจรักการทานแกงกะหรี่ จึงได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง และเป็นเมนูที่ต้องมีในทุกร้านอาหารอินเดียในญี่ปุ่น

อันดับ 3: แกง Keema Curry

แกง Keema หรือที่ชาวญี่ปุ่นเรียกว่า Keema Curry นั้นเป็นชื่อเมนูที่มาจากภาษาฮินดูซึ่งแปลว่า “เนื้อบด” ชาวญี่ปุ่นจะติดภาพว่าแกง Keema คือแกงกะหรี่ใส่เนื้อบดที่มีเนื้อแห้ง ๆ ร่วน ๆ แต่ที่จริงแล้วแกง Keema ของคนอินเดียหมายถึงแกงที่ใส่เนื้อบด ไม่ได้จำเพาะเจาะจงว่าจะต้องมีเนื้อแห้ง ๆ ร่วน ๆ เพียงเท่านั้น แกง Keema ถือเป็นหนึ่งเมนูที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะสามารถทำทานได้เองที่บ้าน โดยเป็นเมนูที่คนญี่ปุ่นชอบทานมากเมื่อย่างเข้าสู่ฤดูร้อน

และนี่ก็คือ 3 อันดับแกงกะหรี่ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศญี่ปุ่นนะคะ นอกจาก 3 เมนูด้านบนแล้ว ก็ยังมีแกงกะหรี่อีกหลากหลายชนิดที่ได้รับความนิยมในญี่ปุ่น 10 อันดับแกงกะหรี่ยอดนิยมในญี่ปุ่นมีดังต่อไปนี้

 

อันดับ 1 แกงกะหรี่หมูทอด
อันดับ 2 แกง Butter Chicken
อันดับ 3 แกง Keema Curry
อันดับ 4 แกงกะหรี่เนื้อ
อันดับ 5 แกงกะหรี่ซีฟู้ด
อันดับ 6 แกงกะหรี่หมู
อันดับ 7 แกงเขียวหวาน
อันดับ 8 ซุปแกงกะหรี่
อันดับ 9 แกงกะหรี่ขาว
อันดับ 10 แกงกะหรี่อบชีส

เห็นแล้วน่าภูมิใจไม่ใช่น้อยที่แกงเขียวหวานจากไทยแลนด์ก็ติดอันดับสุดยอดแกงกะหรี่ที่คนญี่ปุ่นชอบทานกับเขาด้วย เป็นอีกหนึ่งเมนูที่ร้านอาหารอินเดียในญี่ปุ่นหลาย ๆ ร้านก็เลือกให้แกงเขียวหวานของเราเป็นเมนูประจำร้านเลยละค่ะ    สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

บทความพลีชีพ! กาแฟเหล้าอาวาโมริ จะตื่นหรือจะร่วง!?

กาแฟกินไว้ให้ตื่น สุราเมรัยกินไว้ให้เคลิ้ม แต่ถ้าเอาสองอย่างนี้มาผสมกันจะเกิดอะไรขึ้น? นี่คงเป็นหนึ่งในไอเดียเบื้องหลังกาแฟเหล้าอาวาโมริ (泡盛コーヒー) ของแปลกประจำจังหวัดโอกินาวาที่สายกาแฟและสายเมาอยากลองสักครั้ง ในฐานะที่เป็นคอกาแฟและอยากตามหากาแฟที่อร่อยในโอกินาวา ผู้เขียนก็เคยไปตามหากาแฟเหล้าอาวาโมริมาลองเหมือนกัน ถามว่าตื่นหรือร่วง? มีรีวิวค่ะ

หมายเหตุ: รีวิวนี้เป็นความเห็นส่วนตัว โดยผู้เขียนเป็นคนชอบดื่มกาแฟทุกชนิดแต่ไม่สันทัดเหล้าญี่ปุ่น บทรีวิวนี้จึงอาจเหมาะกับสายกาแฟมากกว่าสายมึนเมา

กาแฟเหล้าอาวาโมริ ของลิมิเต็ดแฟมิลี่มาร์ท

ของลิมิเต็ดในตำนานที่มีเฉพาะแฟมิลี่มาร์ทในโอกินาวา เจ้ากาแฟเหล้าอาวาโมริราคาสองร้อยกว่าเยนนี้มีแอลกอฮอล์ 12% ก่อนจะตกลงใจซื้อมาลอง ผู้เขียนลองไปอ่านรีวิวคนญี่ปุ่นเพื่อศึกษาความเสี่ยงในการลงทุนสังขาร ซึ่งตามบล็อกและคอมเม้นต์ต่างๆ บอกว่าเจ้ากาแฟลิมิเต็ดนี้ดื่มง่ายเหมือนกาแฟดำธรรมดา เห็นดังนั้นก็ซื้อกลับมาลองจนได้

ส่วนจะอร่อยสมเสียงลือเสียงเล่าอ้างหรือไม่นั้น หลังจากลองจิบดูนิดนึงแล้ว ในความเห็นส่วนตัว (ย้ำว่าส่วนตัว) รู้สึกว่ากาแฟและเหล้าอาวาโมรินั้นอยู่แยกกันอาจจะดีกว่า เพราะรสขมแผดของเหล้าในนี้กลบรสกาแฟโดยสิ้นเชิง จนถ้าหลับตาจิบก็รู้สึกเหมือนกำลังจิบเหล้าอาวาโมริล้วนๆ อาจจะยังไม่ถือว่าดื่มง่ายเท่าไหร่สำหรับคนที่ไม่ถนัดดื่มเหล้าญี่ปุ่น และแม้ว่าในบทรีวิวของคนญี่ปุ่นจะบอกให้ผสมนมลงไปช่วยก็ตาม แต่กลิ่นและรสเหล้าก็ยังถือว่าแรงอยู่ดีจนคล้ายคาลัว ส่วนระดับความมึนเมานั้น ถือว่าไม่มาก แต่ทำให้หัวเราะเอิ๊กอ๊ากคนเดียวไปได้สักพักเหมือนกัน

ถึงอย่างนั้น สำหรับคนที่ชอบความแปลกใหม่ของเครื่องดื่มที่เมื่อดมกลิ่นเป็นกาแฟดำแต่เมื่อดื่มแล้วมีกลิ่นเหล้าขึ้นจมูก ก็แนะนำให้หามาลองดื่มกันได้ที่แฟมิลี่มาร์ททุกสาขาในโอกินาวา

 

กาแฟเหล้าอาวาโมริ ร้าน Café Okinawa Style & Ryukyu Coffee

ร้านนี้เป็นร้านที่เจอโดยบังเอิญใกล้ ๆ กับหาดนามิโนะอุเอะ (波の上ビーチ) เมืองนะฮะ (那覇市) เป็นร้านที่ตอนกลางวันจะเปิดเป็นคาเฟ่และแกลเลอรี่แสดงผลงานเครื่องปั้นดินเผา ส่วนกลางคืนจะเปิดเป็นบาร์นั่งดื่ม ภาชนะในร้านนั้นใช้เครื่องปั้นดินเผาที่จัดแสดงมาเสิร์ฟ ถ้าลูกค้าคนไหนติดใจถ้วยกาแฟหรือจานชามที่ในนี้ก็สามารถซื้อติดมือกลับไปได้เลย

สำหรับกาแฟเหล้าอาวาโมริของที่นี่นั้น หลังจากที่เจอกาแฟเหล้าอาวาโมริของแฟมิลี่มาร์ทไปแล้ว ยอมรับว่าก็ลังเลนิดนึงเหมือนกัน แต่ทางพนักงานของร้านแนะนำเมนูนี้โดยบอกว่าทางร้านผสมเหล้าอาวาโมริตอนที่กำลังคั่วเมล็ด ดังนั้นกลิ่นเหล้าและแอลกอฮอล์จะระเหยไปกับความร้อนหมดจนเหลือแค่รสหวานของเหล้าเท่านั้นที่ยังอยู่ในเนื้อเมล็ดกาแฟ กล่าวคือ ไม่มีการผสมอาวาโมริเข้าไปตอนชงแต่อย่างใด

 

กาแฟเหล้าอาวาโมริของที่นี่เสิร์ฟเป็นกาแฟดำในถ้วยปั้นดินเล็กๆ พร้อมนมและน้ำตาลให้เติมเองตามชอบ ส่วนรสชาตินั้นถือว่าดีจริงตามที่พนักงานของร้านแนะนำ และเมื่อเทียบกับกาแฟตามร้านทั่วไปของญี่ปุ่นที่มักเสิร์ฟกาแฟที่มีรสเปรี้ยวแล้ว กาแฟเหล้าอาวาโมริของที่นี่ถือว่ารสชาติละมุนกว่ามากและไม่เหลือรสเปรี้ยวของกาแฟค้างไว้ในปาก แต่ยังคงความหอมเข้มกำลังดีของกาแฟ ถือว่าดื่มได้ง่ายแม้แต่กับคนที่ดื่มกาแฟไม่เก่งค่ะ ส่วนราคาไม่แพงมาก อยู่ที่ 540 เยนเหมือนราคากาแฟทั่วไปตามร้านคาเฟ่ ใครที่สนใจตามไปลองสามารถตามไปได้ในพิกัดด้านล่างนี้

เว็บไซต์: Café Okinawa Style & Ryukyu Coffee

ทั้งนี้ บทรีวิวในนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวเท่านั้น และเพราะกาแฟเหล้าอาวาโมริทั้งสองนี้ต่างถูกชงโดยคนละวิธีและให้รสคนละแบบ รสชาติที่ชอบก็จะขึ้นอยู่กับแต่ละคนด้วย ว่าอยากเน้นรสเหล้าแบบกาแฟเหล้าอาวาโมริของร้านแฟมิลี่มาร์ท หรือเน้นรสกาแฟแบบกาแฟเหล้าอาวาโมริของร้านคาเฟ่ ใครเคยลองกาแฟเหล้าอาวาโมริก็มาช่วยกันรีวิวได้นะคะ    สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

“Nyan Juice” โปรเจ็กต์น่ารักเพื่อชาวสวนส้มวากายามะและน้องแมวจรจัดในญี่ปุ่น

ตั้งแต่ช่วงปีที่แล้ว หลายธุรกิจได้รับผลกระทบอย่างหนักจากโควิด-19 โดยเฉพาะธุรกิจการท่องเที่ยว ซึ่งในญี่ปุ่นเองก็ได้รับผลกระทบกันเป็นห่วงโซ่ เมื่อลูกค้ายกเลิกห้องพักหรือทริปใดไป ทางโรงแรมหรือที่พักนั้น ๆ ก็จะมีอาหาร ผักหรือผลไม้ที่เหลือทิ้ง พอเกิดขึ้นบ่อยเข้า ทางผู้ผลิตอาหารหรือเกษตรกรที่เป็นเจ้าของสวนผักผลไม้ก็ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกออเดอร์ด้วยเช่นเดียวกัน แต่สวนส้มแห่งหนึ่งที่จังหวัดวากายามะ ได้พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสดี ๆ แถมยังช่วยเหลือสังคมได้ด้วย


Nyan Juice – にゃんジュース เป็นโปรเจ็กต์จากสวนส้มในจังหวัดวากายามะ ซึ่งเดิมเคยส่งส้มและน้ำส้มให้กับโรงแรม รีสอร์ต รวมไปถึงภัตตาคารหรูในญี่ปุ่น แต่หลังจากเกิดวิกฤตโควิด-19 แล้วจึงเกิดผลกระทบหนัก เพราะทางสวนส้มถูกยกเลิกออเดอร์ตลอด ในขณะที่ต้นส้มก็โตขึ้นออกลูกมากมายขึ้นทุกวัน ๆ เพื่อไม่ให้ต้องทิ้งส้มไปเปล่า ๆ อย่างน่าเสียดาย โปรเจ็กต์นี้จึงได้เกิดขึ้นมา


Nyan Juice เป็นโครงการที่ไม่ใช่แค่จะระบายส้มออกไปเพื่อช่วยชาวสวนเพียงอย่างเดียว แต่ยังเพื่อช่วยเหลือ “น้องแมวจรจัด” ในประเทศญี่ปุ่นด้วย เพราะ Nyan Juice มีจุดประสงค์หลักก็คือจะแบ่งรายได้ 2% จากทุกการสั่งซื้อเข้าโครงการ Neco Republic ซึ่งเป็นโครงการที่สนับสนุนกิจกรรมเพื่อช่วยเหลือน้องแมวจรจัดในประเทศญี่ปุ่น


ในตอนแรก Nyan Juice ได้วางจำหน่ายน้ำส้มไปพร้อมกับโต๊ะน้องเหมียวแบบเล็ก ๆ ที่เรียกว่า Kotatsu ด้วย แต่ภายหลังก็ได้จำหน่ายแต่น้ำส้มเพียงอย่างเดียว เพราะมีลูกค้าให้ฟีดแบกว่า “ที่บ้านไม่ได้มีแมว แค่อยากอุดหนุนน้ำส้มช่วยเหลือสวนส้มและน้องเหมียวเท่านั้น !”

หลังจากวางจำหน่ายไปไม่ถึงเดือน มีผู้มาอุดหนุนน้ำส้มจากโครงการ Nyan Juice ไปถึงกว่า 14,000 ขวด จนตอนนี้ทางผู้ผลิตทำออเดอร์แทบไม่ทัน จากการสั่งซื้อตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา ทางผู้ผลิตได้แจ้งว่าจะสามารถทำการส่งออกไปยังลูกค้าได้ตั้งแต่เดือนเมษายน 2564 เป็นต้นไป

 


เป็นโครงการที่น่ารัก แถมยังได้ช่วยเหลือทั้งเกษตรกรและน้องเหมียวด้วยนะ เมี้ยวววว !

 

โตเกียวบานาน่าหลบไป! แนะนำ 9 ขนมของฝากจากโตเกียวที่ผู้รับเห็นแล้วต้องว้าว (ตอนที่ 1)

โตเกียวเป็นเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยแฟชั่นและของน่ารัก รวมไปถึงขนมอร่อย ๆ ก็มีทั่วทุกมุม ใครไปเที่ยวโตเกียวก็ล้วนต้องมีของฝากติดไม้ติดมือกันทุกครั้ง บางคนก็ซื้อแต่ของเดิม ๆ บางคนก็ไม่รู้จะซื้ออะไรดี นอกจากโตเกียวบานาน่ายอดฮิตแล้วจะมีขนมอะไรที่น่าซื้อกลับไปเป็นของฝากอีกบ้างนะ? วันนี้เราจะมาแนะนำของฝากสุดพิเศษจากโตเกียว ที่รับรองว่าผู้รับจะต้องว้าวแน่นอน

cotito hanato okashito

 

 

ร้านแรกคือ “cotito hanato okashito” อยู่ในนิชิโอกิคุโบะ เดินประมาณ 10 นาทีจากทางออกทิศเหนือของสถานี JR นิชิโอกิคุโบะ เป็นร้านที่มีคอนเซปต์คือการนำดอกไม้มาเป็นส่วนหนึ่งของขนม ชื่อร้าน “cotito” หมายถึง “พวกเรา” มีดอกไม้ทานได้ประดับตกแต่งบนคุกกี้ซาเบล่ทำให้มีสีสันน่ารัก ตัวคุกกี้ซาเบล่ก็ทำจากส่วนผสมออร์แกนิก เหมาะกับผู้ที่รักสุขภาพ เป็นของที่ระลึกที่สามารถเพลิดเพลินได้ทั้งรูปลักษณ์และรสชาติ แต่ละวันเมนูคุกกี้จะแตกต่างกันไป สามารถเช็คจากอินสตาแกรมของทางร้านได้เลยค่ะ

NUMBER SUGAR

 

 

ร้านต่อมาคือ “NUMBER SUGAR” เดิน 5 นาทีจากสถานีโอโมเตะซันโด เป็นร้านขายนามะคาราเมลโดยเฉพาะ ภายในร้านอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมหวานของนามะคาราเมล แถมยังตกแต่งร้านได้น่ารักจนเป็นที่นิยมของสาว ๆ นามะคาราเมลมีหมายเลขตั้งแต่ 1 ถึง 8 สามารถเพลิดเพลินกับนามะคาราเมลที่มีรสชาติแตกต่างกัน เช่น วานิลลา ราสเบอร์รี อบเชย สินค้าที่ขายดีที่สุดคือกล่องที่บรรจุทั้ง 8 รสชาติ ตัวกล่องมีลายดอกกุหลาบดูสวยคลาสสิกมาก ๆ ถูกใจคนรักคาราเมลแน่นอน

Berry UP!

 

 

ร้านต่อมาคือ “Berry UP!” อยู่ในบริเวณสถานีโตเกียว จำหน่ายขนมต่าง ๆ โดยใช้สตรอเบอร์รีเป็นหลัก เพิ่งเปิดในปี 2019 แต่ก็จัดว่าดังพอสมควร สินค้าแนะนำคือคุกกี้แซนด์วิชสอดไส้สตรอเบอร์รีช็อกโกแลต รสชาติหวานและเปรี้ยวเข้ากันได้อย่างยอดเยี่ยม ลองกัดสักคำจะติดใจแน่นอน แพ็คเกจลายเจ้าหมาน้อยก็น่ารักเหมาะจะเป็นของที่ระลึกที่สุด

MATTERHORN

 

 

 

ร้านต่อมาคือ “MATTERHORN” อยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัยโตเกียวกักคุเก เดินประมาณ 4 นาทีจากทางออกทิศตะวันตกของมหาวิทยาลัย เป็นคาเฟ่ที่มีขนมแสนอร่อยและรูปลักษณ์ที่แสนคลาสสิก มีเมนูยอดฮิตคือไอศกรีมมอคค่าที่จำหน่ายแค่ในฤดูร้อน สำหรับของฝากก็ต้องเป็นขนมบามคูเฮน ขนมอบหอมกรุ่น กลิ่นของเนยและรสชาติที่อ่อนโยนจะกระจายไปทั่วปาก นอกจากจะเหมาะไปเป็นของฝากผู้อื่นแล้วก็เหมาะจะซื้อฝากตัวเองด้วยเพราะอร่อยแน่นอน

Laduree

 

 

ร้านต่อมาคือ “Laduree” มีสาขาทั้งใน Lumine Shinjuku 2 และ Ginza Mitsukoshi ร้านนี้น่าจะถูกใจสาว ๆ เพราะมีกล่องใส่ขนมสีสันและดีไซน์น่ารักมาก ซื้อกลับไปเป็นของฝากจะต้องถูกใจผู้รับแน่นอน พูดถึงร้าน Laduree ก็ต้องนึกถึงมาการอง มีมาการองสีสันสวยงามเรียงรายมากมายอยู่ในตู้โชว์ น่ารักจนไม่กล้ากินเลยทีเดียว ไม่เพียงแค่มาการองธรรมดาเท่านั้น แต่ยังมีมาการองช็อกโกแลตรสหวานอมเปรี้ยวให้ลองด้วยนะ

ถ้า 5 ร้านยังไม่จุใจ รอติดตามกันต่ออีก 4 ร้านนะคะ ^^  สล็อตเว็บตรง

วิธีทำแกงกะหรี่ญี่ปุ่นง่ายๆ โดยไม่ใช้ก้อนแกงกะหรี่!

สวัสดีค่ะ แม่ครัวพ่อครัวทั้งหลาย! วันนี้เราจะมาแจกสูตรแกงกะหรี่ญี่ปุ่นง่ายๆ ที่เจ้าของบทความทำประจำโดยไม่ใช้ก้อนแกงกะหรี่กันค่ะ ถ้าถามว่าง่ายขนาดไหนล่ะก็? ง่ายขนาดที่ว่าเดินซื้อตามตลาดทั่วไปในไทยก็ซื้อได้ครบทุกอย่างตามที่ต้องการแล้วค่ะ! อยากรู้แล้วใช่ไหมคะว่าต้องทำยังไงบ้าง เราไปดูกันเลย

ของที่ต้องเตรียมสำหรับการทำแกงกะหรี่ญี่ปุ่น

วัตถุดิบ

  • มันฝรั่ง (พระเอกของงานเลย!)
  • แครอท
  • แอปเปิ้ล
  • กล้วย (จะใส่แอปเปิ้ลอย่างเดียวก็ได้แต่กล้วยจะช่วยทำให้เนื้อข้นได้ดีมาก แนะนำให้ใส่ผสมกัน)
  • มะเขือเทศ (เพิ่มรสชาติเปรี้ยวหวาน!)
  • ขิง (ถ้าใครไม่ชอบฟิลกลิ่นฉุนๆ เผ็ดๆ ไม่ต้องใส่ก็ได้)
  • กระเทียม
  • หัวหอมใหญ่
  • เนื้อสัตว์ (แล้วแต่ชอบไม่ว่าจะเป็น เนื้อหมู เนื้อไก่ ไส้กรอกก็ได้สำหรับสายประหยัด ฯลฯ)

เครื่องปรุง

  • ซอสถั่วเหลือง
  • คนอร์ซุปก้อน
  • เกลือ
  • พริกไทย (ไม่ชอบไม่ใส่ก็ได้)
  • ผงกะหรี่ (ยี่ห้ออะไรก็ได้แต่ส่วนตัวใช้ผงกะหรี่ตรากุ๊กไก่ค่ะ)
  • ผงโกโก้ (ใส่เพื่อเพิ่มสีสันของแกงให้สีเข้มสวยมากขึ้น)
  • ซอสมะเขือเทศ (ไม่ใส่ก็ได้แต่ใส่แล้วกลมกล่อมกว่าเดิม)

วิธีทำแกงกะหรี่ญี่ปุ่น

1. นำเนื้อสัตว์ที่จะใช้ไปล้างให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ ปรุงรสตามที่ชอบ (ส่วนตัวใส่แค่เกลือ) และหมักทิ้งไว้

2. นำผักผลไม้ไปล้างให้สะอาด

3. ปอกมันฝรั่งกับแครอทแล้วหั่นเป็นเต๋าใส่ไว้ในชามเดียวกัน

4. ฝานก้นมะเขือเทศเป็นรูปกากบาท (ไม่ต้องลึกมาก) จากนั้นตั้งหม้อเพื่อต้มมะเขือเทศให้เปื่อย

5. ในระหว่างรอมะเขือเทศให้หั่นกระเทียม ขิง หัวหอมใหญ่ และแอปเปิ้ลให้ละเอียด

6. หลังจากมะเขือเทศเปื่อยได้ที่ ให้นำมาใส่ไว้ในน้ำเย็นสักพักจากนั้นนำเปลือกออก ใช้แค่ข้างในแล้วบดให้ละเอียดจะได้ตามรูปด้านล่าง

7. นำเนื้อที่หมักไว้ไปจี่ในกระทะโดยใช้น้ำมันพอประมาณ

8. เริ่มตั้งหม้อใหญ่สำหรับแกงกะหรี่ได้เลย

9. ใส่น้ำมันเปิดไฟอ่อนแล้วนำขิง กระเทียม หัวหอมใหญ่ ที่หั่นละเอียดใส่ลงไปแล้วผัดจนเหลืองสวย

10. เติมน้ำก่อนนิดหน่อยแล้วใส่ (เนื้อสัตว์ + น้ำมันในกระทะทั้งหมด) มันฝรั่ง แครอท น้ำมะเขือเทศที่บด แอปเปิ้ล และกล้วยบดลงไป

 

11. ถ้าน้ำน้อยไปให้เติมเพิ่มให้พอดีเพราะถ้ามากเกินอาจไม่ข้นแล้วอาจต้องใช้ตัวช่วยอย่างเช่นแป้งข้าวโพด แยกใส่ชามผสมโดยผสมแป้งข้าวโพดกับน้ำ 1 ต่อ 1 ส่วนช้อนโต๊ะก่อน แล้วใส่ตอนที่แกงกำลังร้อนๆ

12. หลังจากเคี่ยวไปสักพักให้ปรุงรสด้วยคนอร์ซุปหนึ่งก้อน ซอสถั่วเหลือง เกลือ พริกไทย ซอสมะเขือเทศ ผงกะหรี่ ผงโกโก้ ตามชอบ (แนะนำให้ปรุงเบาๆ ก่อน ถ้าไม่พอใจค่อยปรุงเพิ่ม)

13. เคี่ยวไปเรื่อยๆ ต่ออีกสักพักแล้วปิดฝาเปิดไฟอ่อนทิ้งไว้สักพักใหญ่ๆเพื่อตุ๋นให้เข้าที่มากขึ้น (หลังจากกลับมาดูหากรู้สึกไม่พอใจกับความข้นก็ให้ผสมแป้งข้าวโพดเข้าไปอีกได้ หรือถ้าปรุงเข้มข้นเกินก็ให้เติมน้ำแล้วเคี่ยวต่ออีก)

เสร็จเรียบร้อย!

หน้าตาตอนเสิร์ฟดูดีแถมรสชาติก็อร่อยด้วยนะ!

เป็นยังไงบ้างคะ ทำไม่ยากเลยใช่ไหมเอ่ย? ว่างๆ ลองทำกันดูแล้วลองนำไปดัดแปลงกับสูตรอื่นเพิ่มเติมคงจะน่าสนใจไม่น้อยเลย ไปทดลองกันดูนะคะ!      UFABET เว็บตรง

ตอบข้อสงสัย! ทำไมคาราอาเกะต้องเป็นไก่ทอด ไม่ใช่เนื้อวัวหรือเนื้อหมู?

เมื่อพูดถึงคาราอาเกะ คนญี่ปุ่นมักนึกถึงไก่ทอดคาราอาเกะ และแทบจะไม่มีคนนึกถึงเนื้อหมูหรือเนื้อวัวเลย มารู้คำจำกัดความของคาราอาเกะและเหตุผลที่คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่เลือกใช้ไก่เป็นวัตถุดิบในการทอดไก่ทอดคาราอาเกะกันค่ะ

คำจำกัดความของคาราอาเกะ

คาราอาเกะ

คาราอาเกะ (唐揚げ) เป็นวิธีการปรุงอาหารที่ใช้การทอดด้วยน้ำมัน โดยนำวัตถุดิบมาปรุงรส โรยด้วยแป้งสาลีหรือแป้งมันฝรั่งเล็กน้อยแล้วนำลงทอดในน้ำมัน คนทั่วไปมักจะคิดว่าคาราอาเกะนั้นมีเพียงวัตถุดิบที่เป็นไก่ แต่จริงๆ แล้วใช้วัตถุดิบอื่นๆ เช่น ปลา กุ้ง ผัก และเนื้อสัตว์อื่นๆ ได้ด้วย

ทำไมคนญี่ปุ่นจึงนิยมรับประทานไก่คาราอาเกะมากกว่าเนื้อหมูหรือเนื้อวัว

คาราอาเกะ

1. เนื้อไก่มีส่วนประกอบของน้ำสูงกว่าเนื้อหมูและเนื้อวัว

เนื้อไก่มีส่วนประกอบของน้ำสูงกว่าเนื้อหมูและวัว ดังนั้นเมื่อนำมาทอดจะได้ไก่ทอดที่นุ่มและฉ่ำ แม้ว่าจะวางไว้จนเย็น แต่เนื้อไก่จะยังคงความนุ่มและรับประทานได้อย่างเอร็ดอร่อย อีกทั้งส่วนประกอบของน้ำที่สูงกว่าทำให้เนื้อไก่สามารถดูดซึมรสชาติความอร่อยจากส่วนผสมของเครื่องปรุงรสได้ดีกว่าเนื้อหมูและเนื้อวัว

2. ปริมาณของโปรตีนคอลลาเจนในเนื้อไก่น้อยกว่า

เนื้อหมูและเนื้อวัวมีปริมาณโปรตีนคอลลาเจนเป็นส่วนประกอบสูงกว่าเนื้อไก่ โดยปกติโปรตีนชนิดนี้จะแข็งตัวเมื่อให้ความร้อนที่อุณหภูมิสูงกว่า 65 องศาเซลเซียส ดังนั้นหากนำมาทอด เนื้อหมูและเนื้อวัวจะมีรสชาติแข็งกว่าไก่ทอด

3. อุณหภูมิที่ไขมันในเนื้อไก่ละลายต่ำกว่าเนื้อหมูและเนื้อวัว

อุณหภูมิที่ไขมันในเนื้อสัตว์ละลายมีดังนี้ เนื้อไก่ประมาณ 30 องศาเซลเซียส เนื้อหมูประมาณ 40 องศาเซลเซียส และเนื้อวัวประมาณ 45 องศาเซลเซียส  อุณหภูมิร่างกายของคนเราอยู่ที่ประมาณ 36 องศาเซลเซียส ไขมันของไก่จะละลายในปากจึงทำให้รู้สึกว่าไก่ทอดมีรสชาติอร่อยแม้จะวางไว้จนเย็น

4. เนื้อไก่มีราคาถูกกว่าเนื้อหมูและเนื้อวัว

เนื้อไก่มีราคามาตรฐานตั้งแต่ 48-148 เยนต่อ 100 กรัม หมูเนื้อมีราคาตั้งแต่ 108-220 เยนต่อ 100 กรัม และเนื้อวัวมีราคาตั้งแต่ 280-580 เยนต่อ 100 กรัม ดังนั้นเมื่อต้องจำหน่ายตามร้านขายอาหาร เนื้อหมูหรือเนื้อวัวทอดคาราอาเกะจะมีราคาแพงกว่า ทั้งที่รสชาติอาจอร่อยน้อยกว่า

 

ผู้เขียนเองก็เคยทำหมูทอดคาราอาเกะ แต่ทอดออกมาแล้วเนื้อแข็งและไม่อร่อยเหมือนไก่ทอดคาราอาเกะ แต่หากเป็นหมูทอดกระเทียมกับข้าวเหนียวของเมืองไทยล่ะก็บอกเลยค่ะว่าเอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม    สล็อตเว็บตรง

เที่ยวให้ครบทุกแลนด์มาร์กกับ 15 เมืองสุดว้าวแดนปลาดิบ

ไม่ว่าจะฤดูไหน เทศกาลอะไร “ญี่ปุ่น” ก็ยังคงเป็น Destination ยอดฮิตตลอดกาลของคนไทยเสมอ… สำหรับเพื่อนๆ คนไหนที่มีโปรแกรมวางไว้ว่าจะไปเที่ยวญี่ปุ่นเองแบบไม่พึ่งไกด์ แต่ยังคิดไม่ตกว่าทริปนี้จะเที่ยวเมืองไหนดี วันนี้เรามีเมืองดีๆ สถานที่ท่องเที่ยวสวยๆ และแลนด์มาร์กที่คุณไม่ควรพลาดมาแนะนำ รับรองว่าครบทุกจุดไม่มีพลาด! ว่าแต่จะมีเมืองไหน เที่ยวอะไรบ้างไปดูกันเลย!

จองตั๋วเครื่องบินไปเที่ยวญี่ปุ่นกับ Traveloka คลิกที่นี่

1. เกียวโต (Kyoto)

นอกจากโตเกียวแล้ว “เกียวโต” นี่แหละ คือเมืองที่หลายคนฝันถึง ด้วยความที่เกียวโตเคยเป็นเมืองหลวงเก่าของประเทศญี่ปุ่น และเป็นเมืองหลวงที่ยาวนานที่สุด ทำให้เกียวโตกลายเป็นเมืองสำคัญที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ดังนั้นการมาเยือนเกียวโต จะให้ความรู้สึกเหมือนได้นั่งไทม์แมตชีนย้อนเวลากลับไปในอดีต ทั้ง วัด ศาลเจ้า สิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่สะท้อนให้เห็นถึงศิลปะเก่าแก่ของญี่ปุ่น และได้รับกลิ่นอายวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปเต็มๆ !!

แน่นอนว่ามาเที่ยวเกียวโตทั้งที ก็ต้องห้ามพลาด ศาลเจ้าเทพเจ้าจิ้งจอกอินาริ หรือศาลเจ้าแดง (Fushimi Inari Shrine) แล้วอย่าลืมแวะถ่ายรูปกับประตูโทริอิ (Torii Gate) เสาประตูสีแดงที่เรียงตัวกันนับหมื่นต้นที่หลังศาลเจ้าด้วยล่ะ เดี๋ยวเขาจะหาว่าเรามาไม่ถึงโตเกียว

2. ซากะ (Saga)

ใครเคยดูซีรี่ส์เรื่อง STAY ซากะ…ฉันจะคิดถึงเธอ แล้วอยากตามไป “ซากะ” ยกมือขึ้น! ซากะเป็นจังหวัดเล็กๆ บนเกาะคิวชูที่โดดเด่นเรื่องเครื่องปั้นดินเผามากกกกก! โลเกชั่นของจังหวัดนี้อยู่ติดกับทะเล และมีผลผลิตทางเกษตรกรรมที่มีคุณภาพ ดังนั้นคุณภาพอาหารของที่ซากะถือว่าดีเยี่ยมสุดๆ แถมยังมีมรดกทางวัฒนธรรมหลงเหลือให้เราได้ไปสัมผัส

ไฮไลต์ของซากะนี้ไม่ได้มีแค่อาหารทะเลอร่อยๆ เท่านั้นนะ งานบอลลูนนานาชาติ ณ ที่ราบซากะ ก็ถือเป็นงานใหญ่ประจำเมือง มี Sugar Road บนถนนสายนางาซากิ เป็นถนนที่เต็มไปด้วยร้านขายขนมญี่ปุ่นโบราณ และที่ดีงานสุดๆ ก็คือ สวนมิฟูเนะ-ยามะ ราคุเอน (Mifuneyama Rakuen Garden) ที่ตีนเขา Mifune ที่จัดแต่งสวนสวยไว้ตลอดปี มาเที่ยวช่วงไหนก็ฟินสุดๆ

3. โอซาก้า (Osaka)

เรื่องความเจริญของญี่ปุ่น “โอซาก้า” ก็เป็นเมืองใหม่ที่มีความศิวิไลซ์ไม่แพ้โตเกียวเลยสักนิด เรื่องแหล่งช้อปปิ้งใหญ่ๆ นี่บอกเลยว่า สายช้อปทั้งหลายไม่มีผิดหวัง เพราะแหล่งช้อปปิ้งที่โอซาก้านี่เด็ดไม่แพ้โตเกียวเลย แถมยังมี Universal Studios และ Aquarium ที่ดีที่สุดของโตเกียวอยู่ด้วย ส่วนใครที่เป็นสายวัฒนธรรมที่นี่ก็ยังมีให้เห็นอย่างปราสาทโอซาก้า บอกเลยว่าเมืองนี้สะดวกทั้งการเดินทาง ที่พักและแหล่งท่องเที่ยว

สำหรับใครที่มีโอกาสได้มาเที่ยวโอซาก้า แล้วแวะมาช้อปปิ้ง มากิน ดื่มกันที่ย่านโดทงบุริ ดาวน์ทาวน์ขนาดใหญ่ประจำเมืองโอซาก้าก็อย่าลืมแวะถ่ายรูปกับอีกหนึ่งแลนด์มาร์กสำคัญอย่าง “ป้ายไฟกูลิโกะ”

4. ฟุกุโอกะ (Fukuoka)

“ฟุกุโอกะ” ถือเป็นเมืองท่าสำคัญของญี่ปุ่นและเมืองหลวงประจำเกาะคิวชู ด้วยทำเลที่ตั้งที่อยู่ติดแนบชิดกับทะเลทำให้ฟุกุโอกะ โดดเด่นมากเรื่องอาหารทะเลที่สดและอุดมสมบูรณ์มาก-มากที่สุด! แถมยังมีความครบเรื่องทั้งเรื่องเที่ยวธรรมชาติ ศาลเจ้า ช้อปปิ้งและอาหารการกิน บอกได้คำเดียวว่า ฟินไม่แพ้โตเกียวแน่นอน!

ต้องบอกเลยว่าที่ฟุกุโอกะนั้น มีสถานที่ให้เราไปตามเก็บเยอะมาก ทั้งวัดนันโซอิน ย่านช้อปปิ้งเทนจิน ศูนการค้าคาแนลซิตี้ สวนโอโฮริ ปราสาทฟุกุโอกะ ซุ้มขายอาหารสไตล์ยาไต แต่ที่เรายกให้เป็น Number 1 ของทริปคือ ศาลเจ้า Dazaifu Tenman-gu เป็นศาลเจ้าที่มีชื่อเสียงมาก คนเยอะตลอดทั้งปี และจะยิ่งเยอะสุดๆ ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม เพราะต้นบ๊วยกว่า 6,000 ต้นของที่นี่จะออกดอกบานสะพรั่งสุดๆ ปล.แนะนำว่าให้มาขอพรเรื่องการเรียนจะเวิร์กสุดอะไรสุด!

5. นารา (Nara)

ย้อนกลับไปเมื่อ 1,300 ปีก่อน “นารา” เองก็เคยเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงญี่ปุ่น จึงไม่น่าแปลกใจที่ นารา จะเป็นอีกหนึ่งเมืองที่เต็มไปด้วยความทรงจำในประวัติศาสตร์ เต็มไปด้วยเสน่ห์ของสถาปัตยกรรมและธรรมชาติ และมีมรดกโลกถึง 3 แห่ง เริ่มตั้งแต่สวนสาธารณะนารา เขตอิคารุกะ และแหล่งซากุระที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่นอย่าง โยชิโนะ

ความพิเศษของเมืองนี้คือ ความน่ารักของเจ้ากวางทั้งหลายที่มักแฝงตัวอยู่ตามสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ อย่างสวนกวางนารา (Nara Park) สวนสาธารณะขนาดใหญ่ของเมืองนารา ที่มีกวางน้อยให้เราได้เข้าใกล้ในระยะประชิดสุดๆ!

6. โกเบ (Kobe)

“โกเบ” เมืองท่าสุดทันสมัยที่มีผสมผสานความเป็นตะวันตกและญี่ปุ่นเอาไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน ทั้งด้านสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรม มีทั้งมุมเก่าแก่ที่น่าค้นหาและเสน่ห์ของความสวยงามแบบทันสมัย และสิ่งที่ทำให้โกเบโด่งดังมากที่สุดจนฉุดไม่อยู่คือ เนื้อโกเบ ที่เขาว่ากันว่าอร่อยสุดๆ จนฉุดไม่อยู่! และช่วงเดือนตุลาคม-เมษายนเป็นฤดูแห่งการกลั่นเหล้าสาเกที่เรียกว่า “คูระ”

นอกจากเนื้อที่เขาว่าดี และเหล้าสาเกที่เขาว่าเยี่ยมสุดๆ แล้ว โกเบ ยังขึ้นชื่อเรื่อง ออนเซน อีกด้วย “อะริมะออนเซน” เป็นย่านเก่าแก่ น้ำแร่ในบ่อออนเซนแห่งนี้อุดมไปด้วยแร่ธาตุกว่า 7 ชนิดในบ่อเดียว แถมติดอันดับ 1 ใน 3 ของออนเซนที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในญี่ปุ่นอีกด้วย ดังนั้นใครที่อยากมาลองแช่ตัว ผ่อนคลายห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวงนะจ๊ะ

7. โยโกฮาม่า (Yokohama)

ด้วยความที่ “โยโกฮาม่า” เป็นเมืองท่าเมืองแรกของญี่ปุ่น และอยู่ไม่ไกลจากโตเกียว ดังนั้นใครที่มาเที่ยวโตเกียวก็สามารถจัดทริปเล็กๆ 1 Day Trip มาเที่ยวที่นี่ได้แบบสบายๆ ด้วยโลเกชั่นของเมืองอยู่ชิดริมฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก ทำให้ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของโยโกฮาม่าได้รับมาจากประเทศจีนมากที่สุด ทำให้ที่นี่มีไชน่าทาวน์ขนาดใหญ่มาก ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น และสวยติดอันดับต้นๆ ของโลก

นอกจากไชน่าทาวน์ที่มีชื่อเสียงแล้ว อีกหนึ่งจุดที่ห้ามพลาดเด็ดขาดเลยก็คือ Yokohama Marine Tower หอคอยชมวิวยอดฮิตของเมืองโยโกฮาม่า ที่มีความสูงกว่า 106 เมตร และจากจุดนี้เองเราสามารถมองเห็นวิวสวยๆ ของเมืองได้แบบพาโนรามาเลยทีเดียว!

8. ฮิโรชิม่า (Hiroshima)

ออกตามหาความทรงจำที่เหลืออยู่ที่เมือง “ฮิโรชิม่า” 1 ใน 2 เมืองที่ถูกทิ้งระเบิดเมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ในอดีตฮิโรชิม่าเคยเป็นเมืองที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก และมีการออกแบบผังเมืองมากอย่างดี ทำให้ที่นี่มีสถานที่ท่องเที่ยวอย่าง พิพิธภัณฑ์ ศาลเจ้า และอนุสรณ์สถานแห่งความทรงจำให้เราได้มาตามหา รวมถึงมรดกโลกอย่าง ศาลเจ้าอิตสึคุชิมะ (Itsukushima Shrine) ศาลเจ้าลอยน้ำที่มีลักษณะการสร้างคล้ายแพ เมื่อน้ำขึ้นศาลเจ้าจะลอยน้ำได้ และจุดที่เป็นแลนด์มาร์กสำคัญของศาลเจ้า คือ ประตูโทริอิสีแดง ที่มีความสูงถึง 160 เมตร

9. ซัปโปโร (Sapporo)

ตามภาพยนตร์เรื่องแฟนเดย์ แฟนกันแค่วันเดียว มาที่เมืองหลวงของฮอกไกโดอย่าง “ซัปโปโร”

ซัปโปโรเป็นเมืองที่มีระบพื้นฐานมาจากอเมริกาเหนือ ผสมผสานกับความเสน่ห์แบบญี่ปุ่น ในช่วงฤดูหนาว ซัปโปโรจะมีอุณหภูมิต่ำสุดถึง -10 องศา ที่นี่จึงเป็นสถานที่ยอดฮิตสำหรับคนที่ชอบเล่นกีฬาฤดูหนาวอย่าง สกี สโนว์บอร์ด ส่วนหน้าร้อนก็จะมีทุ่งดอกลาเวนเดอร์ให้เราได้เที่ยวชมอีกด้วย

และไฮไลต์ของเมืองก็คือ งานเทศกาลหิมะซัปโปโร ประติมากรรมน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่จะจัดขึ้นประมาณเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี และจัดแสดงทั้งหมด 3 แห่ง ได้แก่ สวนโอโดริ ย่านช้อปปิ้งดาวน์ทาวน์ และโดมทะสุ

10. กิฟุ (Gifu)

“กิฟุ” เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ศูนย์กลางของประเทศญี่ปุ่น แบ่งออกเป็นทางตอนเหนือที่เต็มไปด้วยภูเขาสูง และตอนใต้เป็นแถบที่ราบ มีแม่น้ำไหลผ่าน และด้วยภูมิประเทศที่แตกต่างกันนี้เองทำให้ กิฟุ มีความหลากหลายด้านทัศนียภาพและวัฒนธรรม กิฟุเป็นเมืองเล็กๆ ที่เงียบสงบจนได้ชื่อว่าเป็น ลิตเติ้ลเกียวโต มีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอย่าง ออนเซนในเมืองเกโร่ ย่านเมืองเก่าทาคายาม่า และมรดกโลกอย่าง ปราสาทกิฟุ

นอกจากนี้ที่กิฟุ ยังมีเมืองมรดกโลกอย่างหมูบ้านชิราคาวาโกะ (Shirakawa-go) และโกคายาม่า (Gokayama) หมู่บ้านริมแม่น้ำโชงาวะ เอกลักษณ์ของหมู่บ้านแห่งนี้คือบ้านมุงหลังคาสูงชันเพื่อให้ทนต่อปริมาณหิมะในฤดูหนาว มีห้องใต้หลังคากว้าง และที่สำคัญหมู่บ้านแห่งนี้ยังทำไร่แบบดั้งเดิมอยู่ ใครที่อยากมาสัมผัสธรรมชาติและชอบความดั้งเดิมสไตล์ญี่ปุ่น รับรองว่าประทับใจแน่นอน

11. นาโกย่า (Nagoya)

 

เมืองแห่งการผลิตชั้นนำของประเทศญี่ปุ่น ที่นี่เป็นต้นกำเนิดแบรนด์รถชื่อดังอย่าง TOYOTA “นาโกย่า” เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน เต็มไปด้วยความแตกต่างของวัฒนธรรม ทั้งด้านประวัติศาสตร์และความทันสมัยก้าวหน้าสไตล์เมืองที่เจริญแล้ว

จุดที่บ่งบอกถึงวัฒนธรรมและเป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองนาโกย่าก็คือ ปราสาทนาโกย่า (Nagoya Castle) ที่มีรูปสลักหัวเสือทองคำบนเท็นจูคะคุ มีพิพิธภัณฑ์โทคุกาวะที่รวบรวมสิ่งของมีค่าของตระกูลโชกุนโทคุกาวะ และมีสวนน้ำพุล้อมรอบที่สามารถเดินเล่น ชมความสวยงามได้ทุกฤดู

12. มิยาซากิ (Miyazaki)

เรื่องท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรมไม่มีเมืองไหนเกิน “มิยาซากิ” ตั้งอยู่ในภูมิภาคคิวชู สามารถเดินทางจากฟุกุโอกะไปง่ายๆ นั่งรถไฟเพียงแค่ 3 ชั่วโมงก็ถึง มิยาซากิเป็นเมืองที่มีทั้งชายหาดสวยงาม รายล้อมด้วยภูเขา และมีศาลเจ้ามากมาย เช่น ศาลเจ้ามิยาซากิที่มีความเกี่ยวข้องกับตำนานต้นกำเนิดประเทศญี่ปุ่น

ช่องเขาทาคาชิโฮ (Takachiho-kyo) เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีชื่อเสียงมากของ หุบเขาแห่งนี้เกิดจากรอยแตกของภูเขาที่มีน้ำแม่น้ำโกคาเซะตัดผ่าน จนกลายเป็นหินสูงชันเหมือนหน้าผา และมีน้ำตกมินาอิโนทาคิ ความสูง 17 เมตรไหลผ่าน นักท่องเที่ยวสามารถเดินเล่นสบายๆ ชิลล์ๆ ได้ หรือจะเช่าเรือ พายเรือชมวิวเพลินๆ ก็โรแมนติกสุดๆ ไปเลย

13. นากาโน่ (Nagano)

ไปเที่ยว ปีนเขาแอลป์ญี่ปุ่น ตะลุยดงซากุระ ชมใบไม้เปลี่ยนสี เล่นหิมะเพลินๆ และแช่น้ำแร่เพื่อสุขภาพที่ “นากาโน่” เมืองที่ถูกห้อมล้อมด้วยภูเขาสูงกว่า 3,000 เมตร จนถูกขนานนามให้เป็นหลังคาของญี่ปุ่น และเคยเป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขันโอลิมปิกและพาราลิมปิคฤดูหนาว ที่นี่เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวที่ต้องการมาเล่นสกีในช่วงฤดูหนาว

แน่นอนว่าในฤดูหนาว เมืองนี้จะต้องคึกคักสุดๆ โดยเฉพาะที่ ฮากุบะ (Hakuba) ทางเหนือของเทือกเขาแอลป์ พื้นที่สำหรับเล่นสกี จีงมีสกีรีสอร์ตขนาดใหญ่ ลานสกีกว่า 200 เส้นทางและมีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับเล่นกีฬาฤดูหนาวไว้อำนวยความสะดวกครบครัน แถมยังมีน้ำพุร้อนอยู่รอบเมืองด้วย

14. โอกินาว่า (Okinawa)

“โอกินาว่า” จังหวัดทางตอนใต้ของญี่ปุ่น เป็นจังหวัดที่เต็มไปด้วยหมู่เกาะริวกิวนับร้อยเกาะ โอบล้อมด้วยมหาสมุทร ขึ้นชื่อว่าทะเลสวย น้ำใสและเป็นแหล่งท่องเที่ยวพักร้อนในของฝันของชาวญี่ปุ่นประหนึ่งว่าเป็นฮาวายก็ว่าได้

นอกจากเกาะเล็กเกาะน้อยที่สวยงามแล้ว อีกหนึ่งจุดที่เราอยากให้คนได้มาสัมผัสคือ หน้าผามันซาโมะ ฉากจบของซีรี่ส์เกาหลีเรื่องดัง It’s okay That’s love ถ้าเราได้มองหน้าผาจากระยะไกลๆ จะเห็นเป็นรูปงวงช้างสวยๆ ยิ่งถ้าได้มาเดินในช่วงเย็น ช่วงพระอาทิตย์ตกดินจะยิ่งฟินสุดๆ

15. กุนมะ (Gunma)

“กุนมะ” เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ใจกลางญี่ปุ่น มีรูปร่างเหมือนนกกระเรียนกางปีกกว้าง ที่นี่มีธรรมชาติที่อุดมสมบุรณ์ทั้งภูเขา พื้นนที่เขตรักษาพิเศษในอุทยานแห่งชาติ พื้นที่ราบกว้างใหญ่ และจุดรวมของประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม และที่สำคัญ กุนมะ ยังเป็นเหมือนแห่งน้ำพุร้อน มีออนเซนมากกว่า 200 แห่ง ทั้ง Ikaho Onsen, Minakami Onsen, Manza Onsen และที่มีชื่อเสียงที่สุดเห็นจะเป็น Kusatsu Onsen

Kusatsu Onsen สวรรค์ของคนรักออนเซน ออนเซนท่ามกลางธรรมชาติ ว่ากันว่าออนเซนของที่นี่มีคุณสมบัติรักษาโรคได้หลากหลาย มีปริมาณน้ำแร่ผุดขึ้นมาวันละหมื่นกว่าลิตร ใครที่อยากหนีความวุ่นวายไปผ่อนคลายท่ามกลางหุบเขา ก็อย่าลืมนึกถึงเมืองกุนมะล่ะ

เห็นมั้ยล่ะว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ครบเครื่องในทุกรูปแบบ ไม่ว่าคุณจะนึกถึงแหล่งช้อปปิ้ง แฟชั่น ความบันเทิง หรืออยากเที่ยวแบบธรรมชาติ อยากไปสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวทางศิลปวัฒนธรรม ญี่ปุ่นก็มีให้คุณครบ ตอบทุกโจทย์ที่คุณต้องการ! ใครที่มี Destination สำหรับทริปญี่ปุ่นในใจแล้วก็อย่าลืมเตรียมความพร้อมทั้งเรื่องที่พัก และตั๋วเครื่องบินให้ดี สำหรับเพื่อนๆ ที่ไม่อยากเสียเวลานั่งหาไฟลต์ดีๆ ราคาประหยัด จ่ายง่าย ก็อย่าลืมใช้ตัวช่วยสำคัญอย่าง Traveloka ล่ะ รับรองว่าไม่มีผิดหวัง!      สล็อตเว็บตรง

5 อันดับวัดและศาลเจ้าดังน่าท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่

ในช่วงเทศกาลปีใหม่ หลาย ๆ คนคงจะวางแผนไปเที่ยวที่ต่าง ๆ สำหรับคนญี่ปุ่นแล้วหนึ่งในสถานที่สำคัญที่ผู้คนต่างแวะเวียนไปก็คือวัดและศาลเจ้าที่มีชื่อเสียงตามจังหวัดต่าง ๆ เพื่อขอพรในวันขึ้นปีใหม่นั่นเอง วันนี้ ANNGLE ขอแนะนำ 5 อันดับวัดและศาลเจ้าดังน่าเที่ยวที่ได้รับการจัดอันดับจากคนญี่ปุ่นค่ะ

อันดับ 5 วัดรุริโคอิน (瑠璃光院)

วัดรุริโคอิน (瑠璃光院) เป็นวัดดังจากจังหวัดเกียวโตที่ขึ้นชื่อในเรื่องสถาปัตยกรรมและทัศนียภาพที่สวยงามท่ามกลางธรรมชาติ ไม่ว่าจะในฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง หรือฤดูหนาว ก็มีความสวยงามที่แตกต่างกัน สำหรับใครที่อยากชมความสวยงามของดอกไม้เป็นพิเศษสามารถชมได้ในช่วง 15 เมษายนจนถึง 30 มิถุนายน โดยมีค่าใช้จ่าย 2,000 เยน

อันดับ 4 ศาลเจ้าเดวะซันซัง (湯殿山神社)

ศาลเจ้าที่ประกอบด้วยสามภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่มีความเชื่อว่ามีเทพเจ้าแต่โบราณที่จังหวัดยามากาตะ ที่นี่มีความเชื่อในเรื่องอิทธิฤทธิ์ของเทพเจ้าว่าศักดิ์สิทธิ์มาก ถึงแม้จะสามารถมาท่องเที่ยวได้แต่มีข้อห้ามว่าภายในศาลเจ้าหลักห้ามถ่ายรูปและห้ามสวมใส่รองเท้าในขณะที่สักการะ

อันดับ 3 ศาลเจ้าอิซุไมะ ไทฉะ (出雲大社)

 

ศาลเจ้าอิซุไมะ ไทฉะ (出雲大社) ตั้งอยู่ในจังหวัดชิมาเนะ ศาลเจ้าแห่งนี้โด่งดังเรื่องการขอพรเกี่ยวกับความรักและยังเป็นศาลเจ้าในศาสนาชินโตที่เก่าแก่อีกแห่งหนึ่ง

อันดับ 2 ศาลเจ้าโอมิวะ (大神神社)

ศาลเจ้าโอมิวะ (大神)ในจังหวัดนาระ เป็นศาลเจ้าที่ได้รับความนิยมอีกหนึ่งแห่ง ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นศาลเจ้าที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น เชื่อว่าเทพเจ้าประจำศาลเจ้าแห่งนี้คอยดูแลคุ้มครองครอบคลุมทุกเรื่องไม่ว่าจะเป็นด้านค้าขาย ปกปักษ์รักษาให้พ้นจากอันตราย ช่วยให้เดินทางปลอดภัย และรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ฯลฯ รวมถึงเป็นเทพเจ้าที่โดดเด่นในเรื่องความรักอีกด้วย

อันดับ 1 ศาลเจ้าอิเสะ จิงงุ (伊勢神宮)

 

 

ศาลเจ้าญี่ปุ่นยอดนิยมอันดับ 1 ที่ครองแชมป์ถึง 4 ปีซ้อนจากการจัดอันดับ คือ ศาลเจ้าอิเสะ จิงงุ (伊勢神宮) ในจังหวัดมิเอะ สมเด็จพระจักรพรรดิเองทรงมาสักการะในทุก ๆ ปีในศาลเจ้าแห่งนี้

ในช่วงปีใหม่นี้นักท่องเที่ยวต่างหลั่งไหลไปสักการะและท่องเที่ยวตามวัดและศาลเจ้าที่เป็นสถานที่สำคัญ สำหรับใครที่สนใจจะเที่ยววัดและศาลเจ้าที่แนะนำไปในช่วงนี้ก็ขอให้เตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางไกลและรอต่อแถวกันด้วยนะคะ    สล็อตเว็บตรง

ก่อนไปดูดอกไม้ไฟประจำฤดูร้อนที่ญี่ปุ่น คุณรู้จักดอกไม้ไฟดีแล้วหรือยัง??

“ฮะนะบิ”「花火」หรือเทศกาลชมดอกไม้ไฟ เป็นที่รู้กันว่าฤดูร้อนของญี่ปุ่นนั้น การชมดอกไม้ไฟตามสถานที่ต่าง ๆ เป็นกิจกรรมยอดนิยมที่ไม่เพียงแต่ชาวญี่ปุ่นเท่านั้น แต่นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกต่างพากันมุ่งหน้าไปชมให้ได้สักครั้ง

แต่ดอกไม้ไฟนับร้อยนับพัน หรือบางงานก็มากกว่าหมื่นลูกที่เราเห็นกันนั้น เคยสงสัยกันบ้างไหมครับ ว่ามันทำจากอะไร? หน้าตาเป็นยังไง? หรือมันมีกี่ประเภทกันแน่? ก่อนจะไปดูดอกไม้ไฟไฮไลท์ฤดูร้อนที่ญี่ปุ่น เรามาทำความรู้จักดอกไม้ไฟกันซักหน่อย เพื่อให้การชมดอกไม้ไฟของเพื่อน ๆ มีความสนุก และมีอรรถรสมากยิ่งขึ้น!!

ดอกไม้ไฟ ผู้แต่งแต้มสีสันให้กับท้องฟ้าฤดูร้อน

เทศกาลชมดอกไม้ไฟเริ่มจัดขึ้นเป็นธรรมเนียมปฎิบัติครั้งแรกในสมัยเอโดะ (ค.ศ. 1603-1868) จนกระทั่งเข้าสู่สมัยเมจิ (ค.ศ. 1868-1912) เมื่อเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าสู่สังคมญี่ปุ่นมากขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ดอกไม้ไฟจึงเริ่มมีสีสันมากขึ้น มีความซับซ้อนในการผลิตที่ใช้สารประกอบเคมีเป็นส่วนประกอบสำคัญ

ส่วนประกอบของดอกไม้ไฟ

สิ่งที่ทำให้ดอกไม้ไฟมีสีสันและรูปร่างที่แตกต่างกัน คือ ลูกดอกไม้ไฟห่อหุ้มด้วยเปลือกที่เป็นกระดาษ ภายในอัดแน่นด้วยก้อนดินปืนเล็ก ๆ จำนวนมาก ให้สีสันแตกต่างกันไปเมื่อดินปืนระเบิดตัว กระจายออกเป็นดอกไม้ไฟอันแสนงดงามที่เราเฝ้าชะเง้อแหงนมองไปเบื้องบน        สล็อตเว็บตรง

ดินปืนที่อัดแน่นอยู่นั้นจะผสมด้วยสารประกอบเคมี สตรอนเชียมให้สีแดง ทองแดงให้สีน้ำเงิน โซเดียมให้สีเหลือง และแบเรียมให้สีเขียว ดอกไม้ไฟลูกที่ใหญ่ที่สุดมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางยาวถึง 1 เมตร หนักถึง 380 กิโลกรัมเลยทีเดียวครับ!!

ด้วยหลักการนี้เอง นำไปสู่การออกแบบสร้างดอกไม้ไฟที่งดงาม โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการสลับตำแหน่งเพิ่มความซับซ้อนให้กับดอกไม้ไฟแต่ละลูก หรือจะผสมหลายแบบในลูกเดียวก็มีให้เห็น แต่โดยหลักแล้วในญี่ปุ่นก็มีให้ชมอยู่ด้วยกัน 3 แบบ 3 สไตล์ ส่วนความซับซ้อนหรือรูปทรงต่าง ๆ ก็จะเป็นไปตามเทคนิคและความสามารถของผู้ผลิต มาดูกันดีกว่าครับว่ามีแบบไหนกันบ้าง!!

แบบวาริโมโนะ

เป็นดอกไม้ไฟรูปทรงกลม กระจายตัวบนท้องฟ้าเป็นเส้นยาว ๆ ถือเป็นดอกไม้ไฟรูปแบบพื้นฐานที่มีความสวยเด่นตระการตา จึงนิยมใช้เป็นรูปแบบหลักในงานเทศกาลไม่ว่าแห่งใด

แบบโควาริโมโนะ

เป็นดอกไม้ไฟที่ออกแบบให้มีลูกดอกไม้ไฟลูกเล็กจำนวนมากซ้อนอยู่ในดอกไม้ไฟลูกใหญ่ เมื่อลูกใหญ่กระจายตัวจากแรงระเบิด ลูกเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็กระจายตัวบนท้องฟ้าไปพร้อม ๆ กัน

แบบคามุโระ

ดอกไม้ไฟชนิดนี้จะกระจายตัวบนท้องฟ้า และในไม่ช้าสารประกอบเคมีภายในจะแผ่ลงต่ำ ส่องแสงสว่างไสวเป็นช่อระย้างดงามเป็นเวลาชั่วขณะหนึ่ง ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษที่แบบคามุโระจะเปล่งแสงได้นานกว่าดอกไม้ไฟชนิดอื่น ๆ นั่นเอง

 

มาถึงตอนนี้ เพื่อน ๆ ก็คงจะรู้จักดอกไม้ไฟกันมากขึ้นแล้วใช่ไหมครับ!? ดูดอกไม้ไฟคราวนี้ อย่าลืมสังเกตุให้ดีว่าลูกไหนเป็นแบบไหนนะครับ!! ถ้าพร้อมแล้ว ก็วางแผนลางาน จองตั๋วเก็บกระเป๋าไปเที่ยวชมดอกไม้ไฟแห่งฤดูร้อนที่ญี่ปุ่นกันได้เลย!!

สรุปเนื้อหาจาก: 不思議の国ニッポン

มิสึทาคิสีทอง ของอร่อยที่ห้ามพลาดของฟุคุโอกะ

เมนูเด็ดอย่างหนึ่งของฟุคุโอกะที่คนไปเที่ยวต้องแวะทานให้ได้ นั่นก็คือ “มิสึทาคิ” อาหารที่คล้าย ๆ กับหม้อไฟชนิดหนึ่ง โดยเฉพาะมิสึทาคิไก่ ซึ่งถือกำเนิดที่ฟุคุโอกะ และมีประวัติมาเป็น 100 ปี

แล้วถ้าอยากกินมิสึทาคิอร่อย ๆ จะไปกินที่ไหนดี? ร้าน Torita ที่เราจะแนะนำในวันนี้ ก็ถือเป็นตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ บรรยากาศเก๋ไก๋ นอกจากความอร่อยของมิสึทาคิแล้ว ยังมีไวน์กับเหล้าต่าง ๆ ให้บริการด้วย เรียกได้ว่านั่งทานได้อย่างสบาย ๆ เหมือนกับอยู่บ้านเลยทีเดียว

 

ทีเด็ดของรสชาติก็คือน้ำซุปหรูหราที่เคี่ยวกว่า 6 ชั่วโมง โดยเอาไก่คิวชูมาต้มทั้งตัวเลย นอกจากน้ำซุปเข้มข้นแล้ว ยังใส่เนื้อไก่สาวสดใหม่ลงไปต้มด้วย ไม่มีกลิ่นคาวหรือตะกอนใด ๆ เลย รสชาติเข้มข้นแต่กินแล้วสดชื่น ยิ่งถ้าเป็นคนที่เคยทานมิสึทาคิมาก่อนล่ะก็ คงรู้สึกเหมือนได้เปิดหูเปิดตาน่าดู แต่ถ้าไม่เคยทานมาก่อน ก็คงรู้สึกเหมือนกับความประทับใจแรกพบ

เมนูก็มีให้เลือกหลายอย่าง ทั้งโกมะซาบะของขึ้นชื่อที่ฮาคาตะ เท็มปุระไก่ของขึ้นชื่อที่โออิตะ หรือแม้แต่เมนไทโกะ (ไข่ปลาปรุงรสเผ็ด) สูตรทำเองของที่ร้าน จึงสามารถเลือกทานได้ตามใจชอบเลย มีบริการห้องส่วนตัวตั้งแต่ 2 คนไปจนถึงสูงสุด 24 คน

ปกติแล้วน้ำซุปของมิสึทาคิ จะใช้โครงไก่ต้ม แต่ที่นี่ใช้ไก่ทั้งตัว ดังนั้นจึงมีความเข้มข้นและกลมกล่อมกว่ากันเยอะ ภาชนะทั้งหมดที่ใช้ก็เป็นเครื่องถ้วยอาริตะทั้งชุด เหมาะกับผู้หญิงน่าดูเลย

แนะนำเมนูยอดฮิต!สล็อตเว็บตรง

มิสึทาคิคอร์ส

Ume / มิสึทาคิสแตนดาร์ดคอร์ส 3,800 เยน (1 คน)
ออเดิร์ฟ, สลัดโทริวาสะ (ซาชิมะไก่ปรุงรสด้วยวาซาบิกับโชยุ), มิสึทาคิ, โซซุยหรือราเม็ง

Take / คอร์สแนะนำของร้านโทริตะ 4,800 เยน (1 คน)
ออเดิร์ฟ, โกมะโซบะ, เท็มปุระไก่, มิสึทาคิ, โซซุยหรือราเม็ง, ของหวานประจำวัน

Matsu / คอร์สหรู 5,800 เยน (1 คน) *เฉพาะสาขาฮาคาตะ ต้องจองล่วงหน้า 1 วันด้วย
ออเดิร์ฟ, โกมะซาบะ, โอะสึคุริ 4 ชนิด, เมนไทโคสูตรทำเองของทางร้าน, เท็มปุระไก่, มิสึทาคิ, โซซุยหรือราเม็ง, ของหวาน (สามารถเลือกได้เองจากเมนู)

 

 

*Plan สำหรับงานเลี้ยงตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (พร้อมเครื่องดื่มไม่อั้น 5,000 เยน/ 6,500 เยน) ทั้งสองแบบ เพิ่มเงินอีก 700 เยน สามารถเปลี่ยนเป็น ดื่มไม่อั้นแบบ premium ได้

ร้าน Torita อาจจะไม่ใช่ร้านมิสึทาคิที่อร่อยที่สุดในฟุคุโอกะ แต่สามารถตัดคำว่า “ไม่อร่อย” ทิ้งไปได้ค่อนข้างแน่ สามารถฝากท้องได้อย่างไม่ผิดหวังครับ

ข้อมูลร้าน
ร้านTorita สาขาฮาคาตะ
ที่อยู่ Fukuoka-ken Fukuoka-shi Hakata-ku Shimokawabatamachi 10-5 Hakatakojiyaban Building 1F
เบอร์โทรศัพท์ 092-272-0920
เวลาทำการ 11:30-23:00 น. (ปิดรับออเดอร์ 21:30 น.), มื้อกลางวันให้บริการตั้งแต่ 11:30-15:00 น. (ปิดรับออร์เดอร์)
วันหยุด : เปิดบริการทุกวัน
การเดินทาง : ขึ้นรถไฟใต้ดินสาย Kuukou-sen ลงที่สถานี Nakasu-Kawabata เดินต่อมาอีกประมาณ 2 นาที