เกาะฮาชิมะยุคเฟื่องฟูอุตสาหกรรม

เล่าประวัติของ “เกาะฮาชิมะ” ยุคเฟื่องฟูอุตสาหกรรมหนักของญี่ปุ่นก่อนสงคราม

เกาะฮาชิมะยุคเฟื่องฟูอุตสาหกรรม

เกาะฮาชิมะยุคเฟื่องฟูอุตสาหกรรม
เกาะฮาชิมะยุคเฟื่องฟูอุตสาหกรรม

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน จากที่ได้เคยพูดถึงเรื่องของแรงงานบังคับเกณฑ์ชาวเกาหลีไปแล้วและได้เกริ่นถึงเรื่องของ “เกาะฮาชิมะ” (端島) ที่จังหวัดนางาซากิ ในฐานะที่เป็นเกาะเทียมอัน (เคย) เป็นสมบัติของบริษัทมิตซูบิชิ ซึ่งพื้นที่ตรงนั้นเคยเป็นที่ทำเหมืองถ่านหินอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ขนาดที่ว่ามีคนไปทำงาน ตั้งบ้านอาศัย มีชุมชน มีโรงเรียน แต่พอหมดยุคถ่านหินทุกอย่างก็จบ ผู้คนถูกต้อนให้ย้ายออกเหลือแค่ตึกเปล่าๆ ให้คนได้มโนเรื่องสยองขวัญกันไปเรื่อยถึงทุกวันนี้ วันนี้ก็จะขอพูดถึงประวัติของเกาะนี้ในแง่ของความเฟื่องฟูและฟุบของอุตสาหกรรมหนักของญี่ปุ่นกันนะครับ

เกาะฮาชิมะนั้นเป็นเกาะเทียมที่สร้างจากการถมขยายพื้นที่ แต่เดิมพื้นที่ตรงนี้เป็นเพียงลำธารเล็กๆ ยาวเพียงประมาณ 320 เมตรจากเหนือจรดใต้ ภายหลังลำธารเล็กๆ และแนวหินและสันดอนทรายรอบๆ ถูกบุกเบิก ถมขยายและพัฒนาพื้นที่มาถึงหกครั้งตั้งแต่ปี พ.ศ. 2440 (ปีเมจิที่ 30) ถึง พ.ศ. 2474 (ปีโชวะที่ 6) มีเนื้อที่ประมาณ 6.3 เฮกตาร์ (ราว 39 ไร่) และแนวชายฝั่งยาวรวมประมาณ 1,200 เมตร จากนี้ไปจะขอพูดถึงประวัติศาสตร์การทำเหมืองถ่านหินของที่นี่นะครับ

ยุคที่หนึ่ง ยุคเหมืองถ่านหินดั้งเดิม (พ.ศ. 2353-2432)

ว่ากันว่ามีการค้นพบถ่านหินที่ฮาชิมะตั้งแต่ปี พ.ศ. 2353 (ปีบุนกะที่ 7) อย่างไรก็ตาม จนถึงสิ้นยุคเอโดะนั้น การเก็บถ่านหินขายเป็นเพียงงานเสริมสำหรับชาวประมงแถวนั้นเท่านั้นเอง พอมาปี พ.ศ. 2412 (ปีเมจิที่ 2) มีคนจากนางาซากิมารับเหมาขุดถ่านหิน แต่ทำได้ปีเดียวก็เลิก บริษัทที่รับช่วงทำต่ออีกสามบริษัทก็ทำแล้วเจอไต้ฝุ่นจนต้องเลิกทำไป กว่าเหมืองถ่านหินขนาด 36 เมตรจะขุดเสร็จสมบูรณ์ก็เข้าปี พ.ศ. 2429 (ปีเมจิที่ 19) ไปแล้ว

ยุคที่สอง ยุคระบบโรงนา (พ.ศ.2433-2457)

ในปี พ.ศ.2433 (ปีเมจิที่ 23) นายนาเบะชิมะ ซนทาโร่ (鍋島孫太郎) เจ้าของสัมปทานเหมืองถ่านหิน ได้โอนกรรมสิทธิ์เหมืองถ่านหินที่ฮาชิมะให้แก่บริษัทมิตซูบิชิในราคา 100,000 เยน หลังจากโอนแล้วก็มีการขุดเหมืองแห่งที่สองและสาม ซึ่งทำให้ขุดถ่านหินได้ปริมาณมากจนแซงหน้าเหมืองถ่านหินทาคาชิมะ (高島炭鉱) ในปี พ.ศ. 2340 มีงานก็ย่อมมีคนทำงาน แล้วก็ต้องเริ่มมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ตามมา เช่น เรือมีข้ามฟากของบริษัทฯ มีเครื่องทำเกลือ เครื่องกลั่นน้ำเพื่ออำนวยน้ำดื่มบนเกาะตั้งแต่ปี พ.ศ. 2434 มีโรงเรียนประถมที่ทางบริษัทฯ ตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2436 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2440-2474 ก็มีการถมพื้นที่รอบเกาะไปเรื่อยๆ ตามลำดับ

“ระบบโรงนา” (納屋制度 นายะเซย์โดะ) ซึ่งเป็นระบบการจ้างงานคนงานทำเหมืองในยุคเมจิที่ควบคุมบังคับคนงานแบบที่กดหัวคนงานไม่ให้หนี (เช่นไม่จ่ายค่าแรงเป็นเงินสดแต่จ่ายเป็นตั๋วที่เอาไว้ซื้อของกินใช้ได้แค่ที่ร้านที่ทางเหมืองจัดตั้ง (ซึ่งขายของในราคาแพงกว่าราคาท้องตลาด) และการใช้ “หัวหน้าโรงนา” (納屋頭) เป็นคนคอยเคี่ยวเข็ญให้คนงานเข้าไปทำงานในเหมืองโดยไม่สนใจว่าคนงานจะเจ็บจะป่วยอย่างไร ทั้งยังเป็นคนออกเงินให้คนงานเบิกเงินล่วงหน้า รับเงินค่าจ้างจากบริษัทฯ มาจ่ายคนงานอีกทีหนึ่ง (ซึ่งจะได้มากน้อยก็แล้วแต่ว่าทำยอดขุดถ่านหินได้มากน้อยเท่าไหร่) พูดแค่นี้คงนึกภาพออกนะครับว่านี่มันนรกชัดๆ) กลายเป็นปัญหาสังคม ซึ่งในที่สุดก็ค่อยๆ เลิกใช้ระบบนี้ไปแล้วให้คนงานนั้นอยู่ในการควบคุมของบริษัทฯ โดยตรงแทน

พูดถึงสภาพการจ้างงานคนงานขุดเหมืองที่เลวร้ายนั้น มีข้อกล่าวอ้างต่างๆ เช่นว่าการเสาะหาคนงานนั้นใช้ระบบนายหน้า ซึ่งนายหน้าคนไหนชักชวนคนไปทำงานได้จะได้ค่านายหน้าหัวละ 3 เยน ก็เลยมักจะชวนคนแบบพูดให้ฟังดูดีเกินจริงว่าไปทำงานขุดเหมืองดีอย่างนั้นอย่างนี้ (คล้ายๆ หลอกคนไปทำงาน) แถมบริษัทฯ ยังเปิดซ่องนางโลม เปิดให้มีการพนันอีก ชีวิตคนงานทำงานหาเงินมาได้ก็ถูกหลอกล่อให้ใช้เงินไปกับอบายมุขเหล่านี้เสียหมด หลายคนจมอยู่ในปลักของการ “ขอเบิกเงินล่วงหน้า” เหมือนเป็นหนี้บริษัททำงานใช้หนี้วนไปเช่นนี้แล

ยุคที่สาม ยุคอุตสาหกรรมสร้างชาติ (พ.ศ. 2457-2488)

เมื่อเข้าสู่ยุคไทโช พอคนงานเหมืองถือว่าเป็นคนงานของบริษัทมิตซูบิชิโดยตรงแล้ว ก็เริ่มมีการยกระดับคุณภาพชีวิตเรื่องที่อยู่อาศัย มีการสร้างอพาร์ตเมนต์คอนกรีตเสริมเหล็กหลังแรกในปี พ.ศ. 2459 (ปีไทโชที่ 5) ในยุคนี้เองที่เกาะฮาชิมะได้ฉายาจากสื่อว่าเป็น “เกาะเรือรบ” (軍艦島 กุนคังจิมะ)

Hashima apartment building circa 1930
ตึกอพาร์ทเมนต์บนเกาะ ภาพราวปี พ.ศ. 2473
Hashima circa 1930
ภาพเกาะฮาชิมะ ราวปี พ.ศ. 2473 จะเห็นปล่องควันสูง ควันดำโขมง

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2459 ความต้องการแรงงานเริ่มพุ่งสูง เริ่มมีการใช้แรงงานวัยรุ่นชายและแรงงานหญิงในเหมือง พอกลางยุคไทโชก็เริ่มมีการเอา “แรงงานเกาหลี” เข้ามา พอเข้าสู่ยุคโชวะ ปี พ.ศ. 2482 (ปีโชวะที่ 14) เริ่มมีการเอาแรงงานเกาหลีมาใช้อย่างจริงจัง (โดยใช้ให้ไปทำงานที่หนักๆ) พอปี พ.ศ. 2486 (ปีโชวะที่ 18) มีการใช้แรงงานเชลยศึกชาวจีนด้วย ในขณะที่คนงานชาวญี่ปุ่นได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกตามความเฟื่องฟูของอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การประกันสุขภาพ การค้า สิ่งบันเทิง แลกกับการทำงานหนัก 12 ชั่วโมงต่อวัน วันละสองกะ คนงานเกาหลีถูกขังอยู่ในโรงนา และเชลยศึกชาวจีนถูกกักขังอยู่ในรั้วที่ปลายทิศใต้ของเกาะฮะชิมะ (นี่ก็เป็นเรื่องราวที่ทำให้หลังยุคสงคราม แรงงานเชลยศึกชาวจีนตลอดจนถึงลูกหลานของผู้วายชนม์ที่ถูกใช้ให้ทำเหมืองที่เกาะทาคาชิมะ เกาะฮาชิมะ และซากิโตะ ได้ยื่นฟ้องรัฐบาลญี่ปุ่น จังหวัดนางาซากิ บริษัท Mitsubishi Materials และบริษัท Mitsubishi Heavy Industries เพื่อเรียกร้องค่าเสียหาย แต่ศาลจังหวัดนางาซากิได้ยกฟ้องโดยอ้างเหตุว่า หมดอายุความในการเรียกร้องค่าเสียหาย (เกินยี่สิบปีแล้ว) แต่ได้ยอมรับว่ามีการบังคับใช้แรงงานโดยมิชอบด้วยกฎหมายเกิดขึ้นจริง

Dong-A Ilbo 19220608
หนังสือพิมพ์ภาษาเกาหลี “ตงอาอิลโบ” ฉบับวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2465 ลงข่าวเรื่อง “หมู่บ้านชาวเกาหลีใกล้นางาซากิ”

ในเรื่องของความปลอดภัยของแรงงานนั้น ในช่วงปี พ.ศ. 2482-2488 มีแรงงานญี่ปุ่นตาย 1,162 คน เกาหลี 122 คน จีน 15 คน จากการระเบิดในเหมือง การถูกทับหายใจไม่ออกตาย ในขณะที่ประชากรบนเกาะฮาชิมะในปี พ.ศ.2483 มีอยู่ราว 3,333 คน

 

อ่านแล้วเป็นอย่างไรกันบ้างครับ? ในยุคก่อนนั้นมีเรื่องของการละเมิดสิทธิมนุษยชน การปฏิบัติต่อแรงงานอย่างไม่เป็นธรรมอยู่ไม่ใช่น้อยครับ หวังว่าอ่านแล้วจะเป็นเครื่องเตือนใจสำหรับใครหลายๆ คนได้ถึงสิ่งที่ไม่ดีที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์จริงๆ ในตอนต่อไปจะพูดต่อถึงยุคสิ้นสุดความเฟื่องฟูของอุตสาหกรรมถ่านหินซึ่งนำไปสู่การกลายเป็นเกาะร้างของเกาะฮาชิมะครับ UFABET เว็บตรง

Related Posts